การนำเข้าสินค้าไม่ควรเริ่มคิดเรื่อง Logistics และศุลกากรตอนที่สินค้าเดินทางมาถึงประเทศไทยแล้ว
สำหรับธุรกิจ ช่วงเวลาที่เหมาะที่สุดในการตรวจสอบหลายเรื่องคือ ก่อน Supplier ส่งสินค้าออกจากประเทศต้นทาง
เพราะช่วงนี้ยังสามารถตรวจสอบประเภทสินค้า เอกสาร พิกัดศุลกากร ใบอนุญาต วิธีขนส่ง ต้นทุน และรายละเอียดต่าง ๆ ได้ก่อนที่ Shipment จะเริ่มเดินทาง
หากพบปัญหาหลังสินค้าออกมาแล้ว การแก้ไขบางเรื่องอาจทำได้ยากขึ้น ใช้เวลามากขึ้น หรือทำให้เกิดค่าใช้จ่าย Logistics เพิ่มเติม
ก่อนเริ่ม Shipment ลองตรวจสอบ 10 เรื่องต่อไปนี้
1. รู้ให้ชัดก่อนว่า “สินค้าคืออะไร”
คำถามแรกดูเหมือนง่าย แต่เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมาก
Supplier บางรายอาจระบุชื่อสินค้าเพียงกว้าง ๆ เช่น
- Machine Parts
- Accessories
- Equipment
- Samples
- Chemical Products
- Plastic Parts
- Electronic Components
แต่ในการพิจารณาด้านศุลกากร อาจจำเป็นต้องรู้รายละเอียดมากกว่านั้น
ตัวอย่างข้อมูลที่ควรมี เช่น
- ผลิตจากวัสดุอะไร
- มีส่วนประกอบอะไร
- ทำหน้าที่อะไร
- Specification
- Model
- Brand
- Technical Data
- ใช้กับอะไรหรือใช้เพื่ออะไร
ยิ่งทราบรายละเอียดสินค้าได้ชัด การตรวจสอบ HS Code ใบอนุญาต และข้อกำหนดต่าง ๆ ก็ยิ่งทำได้แม่นยำขึ้น
2. ตรวจสอบ HS Code
HS Code หรือพิกัดศุลกากรใช้ในการจำแนกประเภทสินค้า
และอาจมีความเกี่ยวข้องกับ
- อัตราอากร
- ข้อกำหนดในการนำเข้า
- ใบอนุญาต
- Certificate
- การสำแดงข้อมูล
- เงื่อนไขจากหน่วยงานอื่น
กรมศุลกากรมีระบบข้อมูลพิกัดอัตราศุลกากรและบริการด้านการจำแนกประเภทพิกัดให้ตรวจสอบโดยตรง
สิ่งที่ควรระวังคือ ไม่ควรใช้ HS Code ที่ Supplier ต่างประเทศให้มาโดยอัตโนมัติโดยไม่ตรวจสอบ
โดยเฉพาะสินค้าใหม่ เครื่องจักร ชิ้นส่วน หรือสินค้าที่มีรายละเอียดทางเทคนิค
ควรพิจารณาจากลักษณะจริงของสินค้า วัสดุ หน้าที่ และการใช้งาน
3. ตรวจสอบว่าสินค้าต้องมีใบอนุญาตหรือไม่
ไม่ใช่สินค้าทุกประเภทที่จะสามารถนำเข้าประเทศไทยได้ด้วย Commercial Invoice และ Packing List เพียงอย่างเดียว
กรมศุลกากรแบ่งสินค้าที่เกี่ยวข้องออกเป็นทั้งของต้องห้ามและของต้องกำกัด โดยของต้องกำกัดคือสินค้าที่กฎหมายควบคุมและต้องได้รับอนุญาตจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนหรือระหว่างการดำเนินพิธีการตามข้อกำหนด
ตัวอย่างกลุ่มสินค้าที่อาจมีข้อกำหนดจากหน่วยงานอื่น เช่น
- อาหาร
- ยา
- เครื่องสำอาง
- พืช
- ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร
- สัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์
- เครื่องมือสื่อสาร
- สินค้าอุตสาหกรรมบางประเภท
- สารเคมีบางชนิด
- อุปกรณ์และผลิตภัณฑ์เฉพาะประเภท
กรมศุลกากรยังมีฐานข้อมูลสินค้าที่ต้องมีใบอนุญาตหรือใบรับรองให้ตรวจสอบเพิ่มเติมด้วย
ดังนั้นก่อนสั่ง Supplier ให้ส่งของ ควรรู้ก่อนว่า
“สินค้าตัวนี้สามารถนำเข้าได้เลย หรือจำเป็นต้องได้รับอนุญาตก่อน?”
4. ประเมินภาษีและอากรนำเข้า
ราคาที่ Supplier เสนอไม่ใช่ต้นทุนสุดท้ายของสินค้า
ต้นทุนการนำเข้าอาจเกี่ยวข้องกับ
- อากรขาเข้า
- VAT
- ภาษีสรรพสามิตในกรณีที่เกี่ยวข้อง
- Freight
- Insurance
- Customs Clearance
- Terminal Charge
- Warehouse
- Inland Transportation
อัตราอากรขึ้นอยู่กับประเภทสินค้าและพิกัดที่เกี่ยวข้อง โดยกรมศุลกากรมี Reference Files และข้อมูล Import Duty Rate ที่มีการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นก่อนตัดสินใจซื้อสินค้า ธุรกิจควรประเมินภาษีและต้นทุนที่เกี่ยวข้องไว้ก่อน
ไม่เช่นนั้นสินค้าที่ดูเหมือนราคาถูกจากต้นทาง อาจไม่ได้มีต้นทุนที่ถูกเมื่อเดินทางมาถึงคลังของเราแล้ว
5. เข้าใจ Incoterms ที่ Supplier เสนอ
Incoterms เป็นเงื่อนไขทางการค้าที่กำหนดความรับผิดชอบระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น
- EXW
- FCA
- FOB
- CFR
- CIF
- DAP
- DDP
Incoterms มีผลต่อเรื่องสำคัญ เช่น
- ใครเป็นผู้จัดการขนส่ง
- ค่าใช้จ่ายส่วนไหนเป็นของใคร
- ความรับผิดชอบเปลี่ยนมือที่จุดใด
- ใครดูแล Export Clearance
- ใครรับผิดชอบขั้นตอน Import
เพราะฉะนั้นการเปรียบเทียบราคาสินค้าระหว่าง Supplier ไม่ควรดูตัวเลขสุดท้ายอย่างเดียว
ต้องดูด้วยว่าราคาแต่ละรายเสนอภายใต้ Incoterm อะไร
6. ตรวจสอบเอกสารก่อนสินค้าออก
เอกสารพื้นฐานที่มักเกี่ยวข้องกับ Shipment เช่น
- Commercial Invoice
- Packing List
- Bill of Lading หรือ Air Waybill
- Certificate of Origin
- Import Licence
- Certificate
- Insurance Document
- Technical Document
- เอกสารเฉพาะประเภทสินค้า
สิ่งสำคัญไม่ได้มีเพียงว่า “มีเอกสารครบหรือไม่”
แต่ข้อมูลในเอกสารควร สอดคล้องกันด้วย
เช่น
- ชื่อสินค้า
- จำนวน
- น้ำหนัก
- จำนวน Package
- Shipper
- Consignee
- Country of Origin
- Unit Price
- Total Value
หากมีข้อผิดพลาด ควรให้ Supplier แก้ไขตั้งแต่ก่อนสินค้าออก
เพราะการแก้ Invoice หรือ Packing List ขณะที่สินค้ายังอยู่ต้นทาง ย่อมจัดการง่ายกว่าการรอแก้หลังของมาถึงประเทศไทย
7. เลือกวิธีขนส่งให้เหมาะกับสินค้า
อย่าเลือก Freight เพียงเพราะราคาถูกที่สุด
ควรเลือกให้เหมาะกับลักษณะสินค้าและความต้องการของธุรกิจ
Air Freight
อาจเหมาะกับกรณี เช่น
- ต้องการสินค้าเร่งด่วน
- ปริมาณไม่มาก
- สินค้ามูลค่าสูง
- ต้องใช้ชิ้นส่วนเพื่อป้องกัน Production Line หยุด
Sea Freight
อาจเหมาะกับ
- สินค้าปริมาณมาก
- สินค้าน้ำหนักมาก
- มีเวลาวางแผนล่วงหน้า
- ต้องควบคุมต้นทุนขนส่ง
Cross-Border Logistics
เหมาะกับการค้าระหว่างประเทศในภูมิภาคบางเส้นทาง ขึ้นอยู่กับประเทศต้นทาง ปลายทาง ประเภทสินค้า และ Route
สิ่งที่ควรเปรียบเทียบจึงไม่ใช่เพียง Freight Rate
แต่รวมถึง Transit Time, Reliability และค่าใช้จ่ายหลังสินค้ามาถึงด้วย
8. คำนวณ Landed Cost
หนึ่งในข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้นได้ง่ายในการจัดซื้อจากต่างประเทศ คือเปรียบเทียบ Supplier จาก “ราคาสินค้าต่อชิ้น” เท่านั้น
แต่สำหรับสินค้านำเข้า ตัวเลขที่ควรดูจริง ๆ คือ Landed Cost
ในภาพรวมอาจประกอบด้วย
ราคาสินค้า
- ค่าขนส่งระหว่างประเทศ
- Insurance
- อากรนำเข้า
- ภาษี
- Customs Clearance
- Port / Terminal Charges
- Warehouse
- Transportation ภายในประเทศ
- ค่าใช้จ่ายอื่นที่เกี่ยวข้อง
เมื่อรวมทั้งหมดแล้วจึงจะเห็นต้นทุนใกล้เคียงกับความเป็นจริงว่า
สินค้าหนึ่งชิ้นเดินทางมาถึงโกดังของเราแล้วมีต้นทุนเท่าไร
นี่เป็นข้อมูลที่สำคัญต่อการตั้งราคาขาย การคำนวณ Margin และการตัดสินใจจัดซื้อ
9. วางแผนการขนส่งหลังผ่านศุลกากร
หลังจากสินค้าได้รับการปล่อยแล้ว งาน Logistics ยังไม่จบ
ควรตรวจสอบล่วงหน้าว่า
- ใครเป็นผู้รับสินค้า
- ต้องใช้รถประเภทใด
- ต้องเปิดตู้หรือแยกสินค้าหรือไม่
- ต้องใช้ Forklift หรือ Crane หรือไม่
- Warehouse รับสินค้าช่วงเวลาใด
- Factory มีข้อกำหนดในการเข้าพื้นที่หรือไม่
- Project Site ต้องจองเวลาหรือเตรียมทีมรับสินค้าหรือไม่
โดยเฉพาะเครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม และ Project Cargo เรื่องปลายทางอาจซับซ้อนกว่าการขนส่งระหว่างประเทศเสียอีก
จึงควรวางแผน Shipment ตั้งแต่ต้นทางจนถึง Final Destination
10. ตรวจ Shipment อีกครั้งก่อนให้ Supplier ส่งของ
ก่อนตอบ Supplier ว่า
“Ship it.”
ควรตรวจสอบอีกครั้งว่า
- รายละเอียดสินค้าชัดเจนหรือยัง
- HS Code ตรวจแล้วหรือยัง
- ต้องมี Import Licence หรือไม่
- เอกสารครบหรือยัง
- Invoice และ Packing List ตรงกันหรือไม่
- Incoterm เข้าใจตรงกันหรือไม่
- เลือก Freight แล้วหรือยัง
- ประมาณภาษีและอากรแล้วหรือยัง
- รู้ Landed Cost โดยประมาณหรือยัง
- วางแผน Delivery หลัง Customs แล้วหรือยัง
หากพบปัญหาในจุดนี้ ยังมีเวลาปรับแก้
แต่ถ้าพบหลังสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว ธุรกิจอาจเริ่มมีทั้งข้อจำกัดด้านเวลาและค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามาพร้อมกัน
Pre-Import Checklist แบบสั้นสำหรับฝ่ายจัดซื้อ
ก่อนให้ Supplier ส่งสินค้า ลองตอบคำถาม 10 ข้อนี้
- สินค้าคืออะไร?
- HS Code อะไร?
- ต้องมีใบอนุญาตหรือไม่?
- อากรและภาษีประมาณเท่าไร?
- ซื้อขายภายใต้ Incoterm อะไร?
- เอกสารถูกต้องหรือยัง?
- ควรขนส่งทางไหน?
- Landed Cost ประมาณเท่าไร?
- หลังผ่าน Customs จะส่งไปไหนและอย่างไร?
- มีใครตรวจ Shipment ก่อนออกจากต้นทางแล้วหรือยัง?
หากข้อใดข้อหนึ่งยังตอบไม่ได้ นั่นอาจเป็นสัญญาณว่า Shipment ยังต้องเตรียมข้อมูลเพิ่มเติมก่อนส่ง
การนำเข้าสินค้า คือส่วนหนึ่งของ Supply Chain
การนำเข้าไม่ได้จบแค่การจัด Freight จากประเทศหนึ่งมายังอีกประเทศหนึ่ง
แต่เชื่อมโยงตั้งแต่
Purchasing → Compliance → Customs → Transportation → Warehouse → Inventory → Production → Customer
หากขั้นตอนนำเข้าเกิดปัญหา ผลกระทบจึงสามารถต่อเนื่องไปถึง
- Production Plan
- Stock
- Project Schedule
- Cash Flow
- Customer Delivery
ดังนั้นการวางแผนก่อน Import จึงเป็นส่วนหนึ่งของ Supply Chain Planning โดยตรง
BOP Express กับการวางแผน Shipment ก่อนนำเข้า
BOP Express ให้บริการ Logistics ระหว่างประเทศและพิธีการศุลกากรสำหรับธุรกิจที่นำเข้าสินค้าเข้าประเทศไทย
ครอบคลุม
- Air Freight
- Sea Freight
- Cross-Border Logistics
- Freight Forwarding
- Customs Clearance
- การประสานเอกสาร
- Inland Transportation
- การจัดส่งสินค้าไปยังปลายทาง
โดยเฉพาะ Shipment ใหม่ สินค้าที่ไม่เคยนำเข้ามาก่อน เครื่องจักร สินค้าอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่มีข้อกำหนดเฉพาะ การประสานงานตั้งแต่ก่อนสินค้าออกจากต้นทางจะช่วยให้ธุรกิจมองเห็นประเด็นด้าน Logistics และ Customs ได้เร็วขึ้น
หากธุรกิจของคุณกำลังเตรียมนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ การตรวจสอบ Shipment ก่อนเริ่มขนส่งย่อมเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าการรอแก้ปัญหาหลังสินค้ามาถึงประเทศไทยแล้ว